1.)จ่ายจากด้านล่าง

1.1)ใช้แรงดันในเส้นท่อ จากกปน., กปภ., อบต., เทศบาล หรือแหล่งจ่ายส่วนกลางของชุมชน
ปกติจะมีแรงดันออกจากปลายท่อ ประมาณ 2 bar (อาจจะ มาก,น้อย ตามตำแหน่งแหล่งจ่ายและโหลด)
ซึ่งถ้าแหล่งจ่ายของการประปา จ่ายมา 2 bar
จะสามารถดันน้ำขึ้นไปในแนวดิ่ง ได้ประมาณ 20 m.
จากความสูงของอาคาร 1 ชั้น ประมาณ 3.5 m.
1.1.1)หาแรงดันน้ำที่ชั้น 2 จะมีค่าประมาณ
20 – (ความสูงชั้น 2) = ความสูงที่เหลือ
20 – (3.5 x 2) = 13 m. ประมาณ 1.3 bar
1.1.2)หาแรงดันน้ำที่ชั้น 3 จะมีค่าประมาณ
20 – (ความสูงชั้น 3) = ความสูงที่เหลือ
20 – (3.5 x 3) = 9.5 m. ประมาณ 0.95 bar
1.2)ใช้ปั๊มน้ำเพิ่มแรงดันในเส้นท่อ
ต้องมีถังพักน้ำ รับน้ำจากส่วนกลางมาเก็บไว้ที่ถังพักน้ำ และใช้ปั๊ม 1 หรือ 2 ตัว
สำหรับจ่ายน้ำเข้าอาคาร โดยใช้ Pressure switch เป็นตัวควบคุมปั๊ม ในการจ่ายน้ำ
เมื่อมีการเปิดก๊อกหรือการใช้น้ำ แรงดันน้ำในเส้นท่อจะตก Pressure switch จะสั่งให้ปั๊มทำงานทันที
ข้อดี
1.)แรงดันน้ำในอาคาร จะแรงมากขึ้น ตามสเปคของปั๊ม
ข้อเสียเมื่อเทียบกับแบบไม่มีปั๊ม
1.)ค่าใช้จ่ายในการซื้อปั๊ม, ถังพัก และการติดตั้ง
2.)มีเสียดังขณะที่ปั๊มทำงาน
3.)ค่าบำรุงรักษาปั๊ม, ถังพัก และอุปกรณ์ประกอบ
1.3)ใช้ Booster pump set
เป็นการใช้ปั๊มเพิ่มแรงดันในเส้นท่อ และมีถังแรงดัน(Pressure tank) เป็นตัวรักษาแรงดัน
ในระบบ, สำรองน้ำ และหน่วงเวลาการทำงานของปั๊ม
ข้อดี
1.)แรงดันน้ำในอาคาร จะแรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับแบบที่ 1.1
2.)แรงดันน้ำ จะมีความสม่ำเสมอมากกว่า(ไม่กระชาก) เมื่อเทียบกับแบบที่ 1.2
3.)รอบการทำงานของปั๊มจะไม่บ่อย(ความถี่น้อยกว่า) เหมือนแบบที่ 1.2
4.)ประหยัดพลังงาน, ค่าไฟฟ้า มากกว่าแบบที่ 1.2
(เพราะปั๊มทำงานน้อยครั้งกว่า)
5.)อายุการใช้งานของปั๊ม และอุปกรณ์ ยืนยาวมากกว่าแบบที่ 1.2
( เพราะปั๊มทำงานน้อยครั้งกว่า และแรงดันน้ำในเส้นท่อสม่ำเสมอกว่า)
6.)ลดเสียงดัง, รำคาญ (เพราะปั๊มทำงานไม่บ่อยครั้ง) เมื่อเทียบกับแบบที่ 1.2
ข้อเสีย
1.)เพิ่มค่าใช้จ่าย ในส่วนถังแรงดัน และงานประกอบ
2.)ต้องมีพื้นที่วางชุดปั๊ม มากขึ้นกว่าแบบที่ 1.2